สุดมหัศจรรย์พลังแห่งดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
จากการเดินทางท่องไปยังที่ต่างๆ เพื่อค้นหาว่าดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ใช้พลังงานส่วนไหนก่อร่างสร้างตัว เองขึ้นมาผ่านกาลเวลาอันยาวนาน กระทั่งเป็นดาวเคราะห์ดวงสวยงามเช่นทุกวันนี้ ไรเทอร์ ก็ตามรอยจนพบเบาะแสบางอย่าง
ในอดีตแผ่นดินยูเรเชียและอเมริกาเคยเป็นผืนเดียวกัน แต่เพราะธารหินร้อนใต้พิภพที่เคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นพลังงานที่ผลักดันให้แผ่นเปลือกโลกทั้ง 7 ส่วนเคลื่อนเข้าหากันหรือหนีห่างออกจากกัน บริเวณที่เคลื่อนห่างออกจากกันจะปรากฏเป็นรอยแยก บนแผ่นดินเหมือนกับหุบผารอย ต่อระหว่างยูเรเชียและอเมริกาเหนือ และนักวิทยาศาสตร์ศึกษาแล้วพบว่าแผ่นดิน 2 ทวีปนี้ ค่อยๆ เคลื่อนออกจากกันปีละประมาณ 2 เซนติเมตร ซึ่งอาจมองไม่เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนในช่วงชีวิตเรา
เมื่อราว 4 พันกว่าล้านปีก่อน สภาพบนผิวโลกร้อนระอุ แห้งแล้ง และเต็มไปด้วยอันตรายจากภูเขาไฟและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตไหนดำรงอยู่ได้เลย แต่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย แบบนี้นี่เองที่บ่มเพาะให้ชีวิตแรกเกิดขึ้นบนโลก และฟูมฟักเลี้ยงดูจนเติบใหญ่และมีวิวัฒนาการหลากหลายผ่านกาลเวลายาวนานนับพันล้านปี ซึ่งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวในยุคแรกเริ่มที่เป็นเหมือนมงกุฎแห่งประวัติศาสตร์การสร้างโลก ได้อาศัยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกำมะถันที่ออกมาจากภูเขาไฟใต้ทะเลเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีพ
ทว่าชีวิตน้อยๆ เหล่านั้น เกือบหมดโอกาสวิวัฒนาการและอาจต้องสูญสิ้นไป เพราะนักธรณีวิทยาพบหลักฐานบางอย่างในแอฟริกา ที่บ่งชี้ว่าเมื่อประมาณ 700 ล้านปีก่อน โลกของเราถูกปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งและตกอยู่ในความหนาวเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็งนานนับร้อยล้านปี หลักฐานที่ว่าเป็นก้อนหินจำนวนมากที่พบอยู่ในชั้นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก แต่มาอยู่ผิดที่ผิดทาง โดยฝังตัวอยู่ในชั้นหินที่ในอดีตบริเวณนั้นเคยเป็นดินตะกอนใต้ทะเลมาก่อน จึงสันนิษฐานว่าอาจมาพร้อมกับธารน้ำแข็งจากขั้วโลก และเมื่อน้ำแข็งละลายลง ก้อนหินเหล่านี้ก็จมลงสู่ก้นทะเล
ทว่าน้ำแข็ง จากขั้วโลกเดินทางมาถึงเขตศูนย์สูตรได้อย่างไรกันโดยที่ไม่ละลายไปจนหมด และกรณีที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นได้ บริเวณเขตศูนย์สูตรก็ต้องหนาวเย็นจนเป็นน้ำแข็งด้วยเหมือนกัน และเหตุปัจจัยในยุคนั้นก็ส่งให้เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อะไรจึงทำให้น้ำแข็งที่ปกคลุมโลกเกินขอบเขตขั้วโลกละลายหายไป
ทว่าชีวิตน้อยๆ เหล่านั้น เกือบหมดโอกาสวิวัฒนาการและอาจต้องสูญสิ้นไป เพราะนักธรณีวิทยาพบหลักฐานบางอย่างในแอฟริกา ที่บ่งชี้ว่าเมื่อประมาณ 700 ล้านปีก่อน โลกของเราถูกปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งและตกอยู่ในความหนาวเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็งนานนับร้อยล้านปี หลักฐานที่ว่าเป็นก้อนหินจำนวนมากที่พบอยู่ในชั้นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก แต่มาอยู่ผิดที่ผิดทาง โดยฝังตัวอยู่ในชั้นหินที่ในอดีตบริเวณนั้นเคยเป็นดินตะกอนใต้ทะเลมาก่อน จึงสันนิษฐานว่าอาจมาพร้อมกับธารน้ำแข็งจากขั้วโลก และเมื่อน้ำแข็งละลายลง ก้อนหินเหล่านี้ก็จมลงสู่ก้นทะเล
ทว่าน้ำแข็ง จากขั้วโลกเดินทางมาถึงเขตศูนย์สูตรได้อย่างไรกันโดยที่ไม่ละลายไปจนหมด และกรณีที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นได้ บริเวณเขตศูนย์สูตรก็ต้องหนาวเย็นจนเป็นน้ำแข็งด้วยเหมือนกัน และเหตุปัจจัยในยุคนั้นก็ส่งให้เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อะไรจึงทำให้น้ำแข็งที่ปกคลุมโลกเกินขอบเขตขั้วโลกละลายหายไป

.jpg)
เนื้อหาดีมากเรยย เข้าใจง่านแต่ตัวเล็กไปหน้อยนัจร๊
ตอบลบน่าสนใจมากเลยทีเดียว
ตอบลบเนื้อดี แต่ตัวเล็กไปนิดนึง
ตอบลบโอเคดีๆ
ตอบลบเริ่ดค่ะ
ตอบลบสวยงามมากค่ะ
ตอบลบสวยงามค่ะ พื้นหลัง ดูดี เนื้อหาก็โอเค ค่ะ
ตอบลบเนื้อหาดีค่ะ
ตอบลบ