วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดาวเคราะห์แคระ
ดาวเคราะห์แคระ คือ เทหวัตถุภายในระบบสุริยะที่มีคุณสมบัติ 4 ประการ
  • โคจรรอบดวงอาทิตย์
  • มีมวลมากพอที่จะทำให้มีแรงดึงดูดของดาวเอาชนะความแข็งของเนื้อดาว ทำให้ดาวอยู่ในสภาวะไฮโดรสแตติก   
  •  ไม่สามารถกวาดเทห์วัตถุในบริเวณข้างเคียงไปได้ เนื่องจากมีมวลและแรงดึงดูดไม่มากพอ
  • ไม่เป็นดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์ดวงอื่น
        ดาวพลูโตถูกลดระดับจากดาวเคราะห์เป็นดาวเคราะห์แคระ เนื่องจากวงโคจรของดาวพลูโตเป็นวงรี และยังมีวงโคจรทับซ้อนกับกับวงโคจรของดาวเนปจูนอีกด้วย ถ้าเราจำแนกประเภทดาวเคราะห์น้อยเราสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทคือ ดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ เช่น  เซเรส เวสตา พัลลาส มีวงโคจรอยู่ในแถบเข็มขัดดาวเคราะห์น้อย ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี และดาวเคราะห์แคระที่เป็นวัตถุไคเปอร์ซึ่งถูกเพิ่งค้นพบใหม่ มีขนาดใหญ่กว่า และมีวงโคจรรูปรีมาก มีวงโคจรถัดจากดาวเนปจูนและดาวพลูโตออกไป
ที่มา : http://www.sciencenaru.com
เอลินิน มหัศจรรย์ดาวหางเฉียดโลก



  ดาวหาง เอเลนิน เป็นดาวหางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4 กิโลเมตร ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 โดยนักดาราศาสตร์ชาวรัสเซียนามว่า ลิโอนิด เอเลนิน ซึ่งถึง แม้ว่าตัวดาวจะเป็นก้อนน้ำแข็งที่มีขนาดเล็กจิ๋วเหมือนละอองฝุ่นเหมือนดาว หางทั่วๆ ไป แต่ด้วยความที่มันมี "โคม่า" หรือเมฆฝุ่นและแก๊สปกคลุมอยู่หนามาก ทำให้มันถูกมองเห็นเป็นกลุ่มเมฆขนาดใหญ่มากที่สุดประมาณ 200,000 กิโลเมตร ใหญ่เล็กต่างกันตามตำแหน่งที่มันโคจรไป และเมื่อเมฆฝุ่นและแก๊สตกกระทบกับดวงอาทิตย์แล้ว ก็จะทำให้มันส่องสว่างเด่นชัดขึ้นมาในห้วงจักรวาลอย่างไม่น่าเชื่อ

             และหลังจากการค้นพบมันเมื่อปีก่อน นักดาราศาสตร์ก็พบว่ามันมีวิถีโคจรพุ่งตรงมายังโลก และกำลังจะเฉียดโลกในปีนี้ โดยระบุว่าวันที่มันจะโคจรมาเฉียดโลกมากที่สุด คือ วันที่ 16 ตุลาคมนี้ ในระยะห่างประมาณ 35 ล้านกิโลเมตร ส่วนวันที่มันจะเรียงตัวอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ คือวันที่ 26 กันยายนนี้ ซึ่งจากการคาดคะเนดังกล่าว ได้ทำให้วันทั้ง 2 วันนี้ถูกมาร์กไว้ในปฎิทินของใครหลายๆ คน ที่รอชมปรากฎการณ์ที่ "อาจจะ" ได้เห็น ขณะที่นักวิทยาศาสตร์สมัครเล่นก็นำมันมาเชื่อมโยงกับปรากฎการณ์บนโลกเช่นเคย ก่อนจะปล่อยข่าวลือฟุ้งกระจายไปทั่วเกี่ยวกับภัยพิบัติใหญ่หลวงที่จะมาพร้อมกับการมาเยือนของดาวหางเอเลนินดวงนี้





  สำหรับข่าวลือที่สร้างความหวาดกลัวให้กับใครหลายๆ คนนั้น ก็มีหลากหลายข่าวแตกต่างกันไปตามแต่ใครจะเชื่อ บ้างก็ว่าการมาเยือนของดาวหางเอเลนินดวงนี้จะทำปฏิกิริยากับโลกให้เกิดแผ่น ดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สนามแม่เหล็กโลกเปลี่ยนไปชั่วระยะหนึ่ง และเกิดการแปรปรวนของสภาพอากาศบนโลก บ้างก็ว่าเมื่อดาวหางเอเลนินเรียงตัวกันกับโลกและดวงอาทิตย์แล้ว ดาวหางจะบดบังดวงอาทิตย์จนทำให้โลกมืดไปสามวันสามคืน นั่นคือ วันที่ 26 27 และ 28 กันยายนนี้ บ้างก็ว่าดาวหางเอเลนิน แท้จริงเป็นยานอวกาศจากสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาต่างดาว บ้างก็ว่าดาวหางเอเลนินนี่แหละที่เป็นดาวเคราะห์เอ็กซ์หรือดาวนิบิรุในตำนาน แต่ถูกเปลี่ยนชื่อตามผู้ค้นพบเมื่อปรากฎขึ้นเท่านั้น และบ้างก็ว่า ดาวเอเลนินเป็นดาวนำร่อง ก่อนที่นิบิรุหรือดาวเคราะห์เอ็กซ์จะโคจรตามมาชนโลกในปี 2012 ซึ่งระบุว่าเป็นวันสิ้นโลกตามปฎิทินมายัน

            


             ส่วนกลุ่มคนที่นิ่งที่สุด และไม่ได้หวั่นวิตกถึงการมาเยือนของเอเลนินในครั้งนี้ กลับเป็นเหล่านักดาราศาสตร์และองค์การนาซ่า ซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง โดยล่าสุด ทางนาซ่าได้ออกมาเปิดเผยกันสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า แค่ปรากฎการณ์ดาวหางขนาดเล็กจิ๋วเฉียดโลกนั้น มันจะกลายเป็นเรื่องที่น่าวิตกได้อย่างไร เมื่อเอเลนินดวงนี้เปรียบเสมือนดาวเด็กน้อยที่อ่อนแอมากดวงหนึ่ง ที่ไม่ได้มีพละกำลังใด ๆ และยังพุ่งตัวฉิวเฉียดโลกในระยะห่างตั้ง 35 ล้านกิโลเมตร ซึ่งห่างกว่าดวงจันทร์ของเราถึง 90 เท่า
 
ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะมีพลังทำลายล้างหรือส่งผลกระทบใดๆ กับโลกของเรา และที่สำคัญ คือ ดาวหางขนาดเท่าเม็ดฝุ่นจักรวาลนั้น จะไม่สามารถบดบังดวงอาทิตย์ได้เลย แม้ว่าจะโคจรมาเรียงตัวกันตรงกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์นานแค่ไหน กลับกันตัวมันเองที่ปกคลุมไปด้วยเมฆฝุ่นและแก๊สนั้น ก็คงจะอันตรธานหายไปทันทีที่แสงอาทิตย์พาดผ่านมายังโลก และ แน่นอนว่าจะไม่มีใครมองเห็นมันได้ในตอนกลางวันเลยด้วยซ้ำ ส่วนตอนกลางคืน นักดูดาว และคนบนโลกก็อาจจะมีลุ้นได้นั่งชมความงามของดาวหางที่พาดหางยาวสวย และฝนดาวตกเท่านั้นเอง

ที่มา  :  วิชาการดอทคอม


สุดมหัศจรรย์พลังแห่งดาวเคราะห์สีน้ำเงิน


             จากการเดินทางท่องไปยังที่ต่างๆ เพื่อค้นหาว่าดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ใช้พลังงานส่วนไหนก่อร่างสร้างตัว เองขึ้นมาผ่านกาลเวลาอันยาวนาน กระทั่งเป็นดาวเคราะห์ดวงสวยงามเช่นทุกวันนี้ ไรเทอร์ ก็ตามรอยจนพบเบาะแสบางอย่าง
  นั่นคือ ควันกำมะถันและบ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ที่พวยพุ่งออกมาจากใต้ดินบนเกาะไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นหลักฐานชี้ว่าใต้พิภพของเรามี พลังงานมหาศาลซ่อนอยู่ พลังงานที่อยู่ใต้พิภพนี้เป็นความร้อนมหาศาลที่ทำให้หินหลอมละลาย เป็นของ เหลวไหลเวียนอยู่ใต้โลก และอาจปรากฏให้เราเห็นได้เมื่อไหลออกมาเป็นลาวาจากภูเขาไฟ

            
             
ในอดีตแผ่นดินยูเรเชียและอเมริกาเคยเป็นผืนเดียวกัน แต่เพราะธารหินร้อนใต้พิภพที่เคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นพลังงานที่ผลักดันให้แผ่นเปลือกโลกทั้ง 7 ส่วนเคลื่อนเข้าหากันหรือหนีห่างออกจากกัน บริเวณที่เคลื่อนห่างออกจากกันจะปรากฏเป็นรอยแยก บนแผ่นดินเหมือนกับหุบผารอย ต่อระหว่างยูเรเชียและอเมริกาเหนือ และนักวิทยาศาสตร์ศึกษาแล้วพบว่าแผ่นดิน 2 ทวีปนี้ ค่อยๆ เคลื่อนออกจากกันปีละประมาณ 2 เซนติเมตร ซึ่งอาจมองไม่เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนในช่วงชีวิตเรา

             

   เมื่อราว 4 พันกว่าล้านปีก่อน สภาพบนผิวโลกร้อนระอุ แห้งแล้ง และเต็มไปด้วยอันตรายจากภูเขาไฟและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตไหนดำรงอยู่ได้เลย แต่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย แบบนี้นี่เองที่บ่มเพาะให้ชีวิตแรกเกิดขึ้นบนโลก และฟูมฟักเลี้ยงดูจนเติบใหญ่และมีวิวัฒนาการหลากหลายผ่านกาลเวลายาวนานนับพันล้านปี ซึ่งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวในยุคแรกเริ่มที่เป็นเหมือนมงกุฎแห่งประวัติศาสตร์การสร้างโลก ได้อาศัยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกำมะถันที่ออกมาจากภูเขาไฟใต้ทะเลเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีพ

             ทว่าชีวิตน้อยๆ เหล่านั้น เกือบหมดโอกาสวิวัฒนาการและอาจต้องสูญสิ้นไป เพราะนักธรณีวิทยาพบหลักฐานบางอย่างในแอฟริกา ที่
บ่งชี้ว่าเมื่อประมาณ 700 ล้านปีก่อน โลกของเราถูกปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งและตกอยู่ในความหนาวเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็งนานนับร้อยล้านปี หลักฐานที่ว่าเป็นก้อนหินจำนวนมากที่พบอยู่ในชั้นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก แต่มาอยู่ผิดที่ผิดทาง โดยฝังตัวอยู่ในชั้นหินที่ในอดีตบริเวณนั้นเคยเป็นดินตะกอนใต้ทะเลมาก่อน จึงสันนิษฐานว่าอาจมาพร้อมกับธารน้ำแข็งจากขั้วโลก และเมื่อน้ำแข็งละลายลง ก้อนหินเหล่านี้ก็จมลงสู่ก้นทะเล

             ทว่าน้ำแข็ง จากขั้วโลกเดินทางมาถึงเขตศูนย์สูตรได้อย่างไรกันโดยที่ไม่ละลายไปจนหมด และกรณีที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นได้ บริเวณเขตศูนย์สูตรก็ต้องหนาวเย็นจนเป็นน้ำแข็งด้วยเหมือนกัน และเหตุปัจจัยในยุคนั้นก็ส่งให้เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อะไรจึงทำให้น้ำแข็งที่ปกคลุมโลกเกินขอบเขตขั้วโลกละลายหายไป

           

พายุสุริยะ

พายุสุริยะ

ปรากฏการณ์ "พายุสุริยะ" คือปรากฎการณ์ที่ทำให้ดวงอาทิตย์ส่งพลังงานประจุไฟฟ้าออกมายังโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ซึ่งประจุไฟฟ้าที่ ส่งออกมาคือสิ่งที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของ "ภูมิอากาศ" และ "ระบบธรณีวิทยา" บนโลก

แล้วปรากฏการณ์พายุสุริยะเกิดขึ้นได้อย่างไร !

การจะเกิดพายุสุริยะได้ต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ
1) ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว
2) เกิดปรากฏการณ์เรียงตัวกันเป็นระนาบในทางช้างเผือก และ
3) มีรังสีคอสมิก


จากข้อมูลขององค์การนาซ่าแห่งสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเจ้าพ่อใหญ่แห่งวงการอวกาศโลก ชี้แจงว่าทุกๆ 11 ปี ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะกลับหัวกลับหางจากเหนือเป็นใต้ เป็นเหตุให้ "จุดดับ" บนผิวดวงอาทิตย์ออกฤทธิ์เปล่งพลังงานมหาศาลออกมาในอวกาศในลักษณะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก่อให้เกิดรังสีต่างๆได้แก่ รังสีแกมม่า และรังสีเอ็กเรย์ ซึ่งมีผลต่อโลกในสามระดับ กล่าวคือ

1.ระดับรุนแรงที่สุด (X-Class) ทำให้คลื่นวิทยุสื่อสารล้มเหลวทั้งโลกเป็นเวลานาน อุปกรณ์ต่างๆที่ต้องใช้การติดต่อผ่านดาวเทียมและระบบคอมพิวเตอร์จะเข้าสู่ภาวะ Blackout เรียกง่ายๆว่าระบบอิเล็กโทรนิคทั้งหลายเป็นใบ้สิ้นเชิง เราๆท่านๆที่ฝากวิถีชีวิตไว้กับโลก "ออนไลน์" คงต้องทำใจกลับไปสู่ยุคไปรษณีย์จดหมายธรรมดา นักบินมือหนึ่งที่เคยชินกับการนำร่องโดยระบบคอมพิวเตอร์และจีพีเอส ก็คงต้องหันกลับมาบังคับเครื่องแบบ "ตาดู หูฟัง" ท่านที่นิยมทำธุรกรรมออนไลน์คงต้องกลับมาสู่ระบบส่งดร๊าฟทางไปรษณีย์ และที่แน่ๆการประมูลโครงก่อสร้างระดับบิ๊กๆมหาโปรเจคหมื่นล้านที่กระทรวงการคลังคุยนักคุยหนาว่า "อี อ๊อกชั่น" คงต้องกลับมาใช้วิธียื่นซองเหมือนเดิม ส่วนบรรดาผู้มีรสนิยมไฮโซชอบเล่น 3G 4G และ Facebook คงต้องระงับความอยากไว้ชั่วคราว

2.ระดับปานกลาง (m-class) เป็นอาการเดียวกับข้อแรกแต่เกิดแบบชั่วคราว เราๆท่านๆที่เป็นนักออนไลน์ และฝากชีวิตไว้กับสื่ออิเลคโทรนิค ต้องยุติความทันสมัยชั่วคราวคงไม่ถึงกับลงแดง

3. ระดับอ่อน (c-class) ไม่มีผลอะไรเลย แบบที่วัยรุ่นเรียกว่า "ชิว ชิว"



ระหว่างปี 2012-2015 ยังมีโอกาสที่ดวงอาทิตย์จะเกิดปฏิกิริยาพายุสุริยะได้ตลอด แต่  ไม่ขอฟันธงว่า ภัยพิบัติธรรมชาติจะเกิดขึ้นในเมืองไทยหรือประเทศอื่น แต่เชื่อว่าแนวโน้มสภาพอากาศ แปรปรวน ปัญหาน้ำท่วมยังคงมีอยู่ และมีโอกาสจะรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2015 ความถี่การเกิดพายุสุริยะจะลดลง จนกว่าจะผ่านไปอีก 11 ปี ที่วงรอบการเกิดพายุสุริยะถี่จะกลับมา ระหว่างนี้ คนไทยจึงไม่ควรประมาทกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น "สำหรับประเทศไทย ปัญหาน้ำท่วม บอกไม่ได้ ว่าเกิดที่ไหน รุนแรงเท่าใด แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่ ช่วงระหว่างปี 2012-2015 เมื่อคำนวณจากปรากฏการณ์พายุสุริยะ"

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

 

ระบบสุริยะจักรวาล 

 

 

ส่วนใหญ่ในบ้านเราจะอิงคำทำนายไปทางศาสนาเป็นส่วนใหญ่แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้วมีกระแสที่ว่าระบบสุริยะจักรวาล หรือ The Solar System  นั้นจะทำการพลิกตัว โลกจะหยุดหมุน และอื่นๆ อีกมากมาย วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักรกับระบบสุริยะจักวาลที่เราอาศัยอยู่นี้ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไรและมีดาวอะไรอยู่รอบๆ โลกของเราบ้าง ไปชมกันเลย



 

 
ระบบสุริยะจักรวาล คือระบบดาวที่มีดาวฤกษ์เป็นศูนย์กลาง และมีดาวเคราะห์ (Planet) เป็นบริวารโคจรอยู่โดยรอบ เมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย ต่อการดำรงชีวิต สิ่งมีชีวิตก็จะเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์เหล่านั้น หรือ บริวารของดาวเคราะห์เองที่เรียกว่าดวงจันทร์ (Satellite) นักดาราศาสตร์เชื่อว่า ในบรรดาดาวฤกษ์ทั้งหมดกว่าแสนล้านดวงในกาแลกซี่ทางช้างเผือก ต้องมีระบบสุริยะที่เอื้ออำนวยชีวิตอย่าง ระบบสุริยะที่โลกของเราเป็นบริวารอยู่อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าระยะทางไกลมากเกินกว่าความสามารถในการติดต่อจะทำได้ถึง
ที่โลกของเราอยู่เป็นระบบที่ประกอบด้วย ดวงอาทิตย์ (The sun) เป็นศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์ (Planets) 9 ดวง ที่เราเรียกกันว่า ดาวนพเคราะห์ ( นพ แปลว่า เก้า) เรียงตามลำดับ จากในสุดคือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน ดาวพลูโต
 
  และยังมีดวงจันทร์บริวารของ ดวงเคราะห์แต่ละดวง (Moon of sattelites) ยกเว้นเพียง สองดวงคือ ดาวพุธ และ ดาวศุกร์ ที่ไม่มีบริวาร ดาวเคราะห์น้อย (Minor planets) ดาวหาง (Comets) อุกกาบาต (Meteorites) ตลอดจนกลุ่มฝุ่นและก๊าซ ซึ่งเคลื่อนที่อยู่ในวงโคจร ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูด จากดวงอาทิตย์ ขนาดของระบบสุริยะ กว้างใหญ่ไพศาลมาก เมื่อเทียบระยะทาง ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร หรือ 1au.(astronomy unit) หน่วยดาราศาสตร์ กล่าวคือ  ระบบสุริยะจักรวาลมีระยะทางไกลไปจนถึงวงโคจร ของดาวพลูโต ดาว เคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สุด ใน ระบบสุริยะจักรวาลซึ่งอยู่ไกล เป็นระยะทาง 40 เท่าของ 1 หน่วยดาราศาสตร์ และยังไกลห่างออก ไปอีกจนถึงดงดาวหางอ๊อต (Oort’s Cloud) ซึ่งอาจอยู่ไกลถึง 500,000 เท่า ของระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ด้วย ดวงอาทิตย์มีมวล มากกว่าร้อยละ 99 ของ มวลทั้งหมดในระบบสุริยะ ที่เหลือนอกนั้นจะเป็นมวลของ เทหวัตถุต่างๆ ซึ่ง ประกอบด้วยดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และอุกกาบาต